ใครคือ ณัฐพร ผู้ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 คน

กรณีนายณัฐพร วีระนันท์ ผู้สื่อข่าวสืบสวน สำนักข่าวอิศรา อายุงาน 2 ปีเศษ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ7 คนจับกุมในข้อหาบุกรุกหอพักของอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะลงพื้นที่ภาคสนามสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อนำข้อมูลมารายงานต่อสาธารณะเช่นเดียวกับการรายงานข่าวในกรณีอื่นซึ่งตกเป็นข่าวคึกโครม เหตุเกิด วันที่ 9 ส.ค.2560 ที่ผ่านมา

ขออนุญาตไม่กล่าวถึงรายละเอียดในข้อเท็จจริงเพราะปรากฎอยู่ในคำชี้แจงของกองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศราเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2560 (อ่านประกอบ:ข้อเท็จจริงกรณีผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราถูกแจ้งจับข้อหาบุกรุก) และเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นก็ต้องไปต่อสู้กันตามขั้นตอนของกฎหมาย ในฐานะเพื่อนร่วมงาน ขออนุญาตนำเกร็ดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนายณัฐพรมาบอกเล่า

นายณัฐพรฝึกงานผู้สื่อข่าวกับสำนักข่าวอิศราในขณะที่ยังเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังฝึกงานจบ ‘ณัฐพร’บอกว่าอยากเป็นนักข่าว สำนักข่าวอิศราจึงรับนายณัฐพรเข้าทำงานในศูนย์ข่าวสืบสวน เนื่องจากมีพาหนะเป็นรถมเตอร์ไซค์เก่าๆอยู่คันหนึ่งเลยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แสวงหาข้อมูลในพื้นที่ สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นตามที่ได้รับมอบหมาย

กลางวันทำงาน พอตกเย็นหรือค่ำ ‘ณัฐพร’ก็ขออนุญาตคุณมนตรี จุ้ยม่วงศรี บรรณาธิการข่าวสืบสวน ไปขายสินค้ามือสองตามตลาดนัด ตอนแรกลงทุนร่วมกับเพื่อนไปเช่าห้องเล็กๆเป็นที่เป็นทางอยู่แถวมหาวิทยาลัยศรีปทุมเดือนละ 3,000 บาท ไม่กี่เดือนก็ถูกไล่เพราะไปทำสัญญาปากเปล่ากับผู้เช่าต่อจากบุคคลอื่นอีกทอด ทำให้ต้องเลิกขายไปชั่วขณะหลังจากนั้นก็กลับมาขายใหม่ตามตลาดนัดในตอนค่ำ

ในการทำหน้าที่ ผู้สื่อข่าว ‘ณัฐพร’คือ คนเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบที่ตั้งบริษัท แสวงหาข้อมูล สัมภาษณ์เจ้าของบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภาครัฐหลายกรณี

กรณีทุจริตจัดซื้อสนามฟุตซอลซึ่งมีบริษัทเครือข่ายของนักการเมืองเป็นคู่สัญญา‘ณัฐพร’คือคนที่เดินทางไปบ้านของอดีต ส.ส.คนหนึ่งที่เกี่ยวพันกับบริษัทคู่สัญญา เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง

กรณีจัดซื้อเครื่องเล่น เครื่องออกกำลังกาย ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นับพันล้านบาท

‘ณัฐพร’ คือคนเดินทางลงพื้นที่ไปตรวจที่สอบที่ตั้งบริษัทภรรยาของอดีต ส.ส. คนหนึ่งซึ่งเป็นคู่สัญญาหลายร้อยล้านบาททั้งสองคดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.)

ในคดีทุจริตคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 4.3 พันล้านของกรมสรรพากรที่มีการจัดตั้งบริษัทกระดาษขึ้นมากว่า 50 บริษัทในพื้นที่ต่างๆ เขตบางรัก กรุงเทพฯ จ.นนทบุรี สมุทปราการ ‘ณัฐพร’คือทีมงานคนหนึ่งที่เดินทางไปตรวจสอบที่ตั้งบริษัทเหล่านั้น ข้อมูลที่ได้จาก ‘ณัฐพร’ถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลให้องค์กรตรวจสอบ กระทั่ง นำไปสู่การชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เอาผิดวินัยร้ายแรงและคดีอาญาต่ออดีตอธิบดีข้าราชการระดับสูง 6 คน เอกชน 28 ราย ข้าราชการระดับสูงถูกชี้มูลรวยผิดปกติ 4 คน รวม 1.3 พันล้านบาท

คดีการจัดซื้ออาหารดิบของกรมราชทัณฑ์ปีละ 5 พันล้าน ถูกร้องเรียนเรียกหัวคิว ‘ณัฐพร’ คือคนที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปตรวจสอบบริษัทเอกชนที่เป็น ‘คู่ค้าช่วง’ กับหน่วยงานที่เป็นคู่สัญญาจัดซื้ออาหารดิบกับเรือนจำหลายแห่ง กระทั่งล่าสุด กรมราชทัณฑ์ยกเลิกวิธีจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ เริ่มใช้ประกวดราคาแบบอี-บิ้ดดิ้ง ในปีงบประมาณ 2561 ข้าราชการบางคน หน่วยงานบางแห่ง เอกชนบางราย ต้องสูญเสียผลประโยชน์ที่เคยได้รับก่อนหน้านี้จำนวนมหาศาล

และอื่นๆนับสิบ

หน่วยตรวจสอบ อาทิ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แม้กระทั่ง ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เอง ก็ใช้ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของนายณัฐพรเป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องนั้นๆทั้งทางตรงและทางอ้อม

ประสานักข่าวสืบสวน ‘ณัฐพร’และทีมงาน ไม่เคยออกมาบอก อวดอ้างว่าได้ทำหรือ (ไม่ทำ) หน้าที่ปกป้องประโยชน์ของสาธารณะ เรื่องอะไร อย่างไรบ้าง เพราะรู้ว่ามันมีทั้งผลดี (น้อย) และผลเสียตามมา สมถะ เจียมเนื้อ เจียมตัวอยู่เงียบ ๆ ข้างหลัง มาโดยตลอด

ในเรื่องของวิชาชีพ ‘ณัฐพร’ทำหน้าที่อย่างสุจริตยิ่งใหญ่กว่าผู้สวมเครื่องแบบที่อิงแอบกับระบบอุปถัมภ์บางคนตลอดจนผู้มีอำนาจวาสนาบางท่านที่นั่งชูคอ หรือใครก็ตามที่พูดสนับสนุนคนดี คนเสียสละเพื่อบ้านเมืองกรอกหูกันทุกสัปดาห์หลังอาหาร

วันที่ ‘ณัฐพร’ถูกควบคุมตัวตั้งแต่ 16.00 น. แจ้งข้อกล่าวหาตอน 19.30 น. หลังจากถูกพิมพ์ลายนิ้วมือทำทะเบียนประวัติ ถูกสั่งให้ถอดรองเท้าถุงเท้า ก่อนนำตัวเข้าห้องขังตอนเวลาประมาณ 22.00 น. ยืนมองผ่านห้องขัง‘ณัฐพร’นั่งกอดเข่าโดยมีผู้ต้องขังคดีอื่นร่วมห้อง สักครู่‘ณัฐพร’เรียกขอน้ำดื่ม 1 ขวดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าห้องขัง แล้วนั่งครุ่นคิดและได้รับการประกันตัวตอนเที่ยงคืนกว่าของอีกวัน

2 ชั่วโมงในกรงขังเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน สำหรับนักข่าวตัวเล็กๆ

นี่คือชะตากรรรมของนักข่าวตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ทำหน้าที่อย่างสุจริต โดยเจ้าหน้าที่รัฐผู้ได้รับเงินเดือนภาษีของคนส่วนรวม (ส่วนหนึ่งจากนายณัฐพร)

และถ้าเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเองก็ว่ากันไป

แต่ถ้าเรียกสิ่งนี้ว่า เป็นความอัปยศจากใครก็ตาม คงไม่ทุกคนที่สยบยอมกับความไม่ถูกต้องหรอกครับ
/สำนักข่าวอิศรา